รีวิวรถ

เมื่อต้องพาหนุ่มน้อย MG GS 1.5 มาเปิดโลกกว้าง บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-น่าน-อุดมไชย-เดียนเบียนฟู-ซาปา

เปรียบประดุจดั่งหนุ่มน้อยทรวดทรงสำอางค์ในวัยกำลังห้าวหาญ ที่มีต้นตระกูลมาจากเมืองผู้ดี พกพาคุณสมบัติที่พร้อมจะตะลุยใฝ่หาประสบการณ์ด้วยสิ่งต่างๆ ที่มีติดตัวมา ทั้งความร้อนแรงของหัวใจที่แม้จะดูไปแล้วดวงน้อยไปหน่อยแต่ก็มีพละกำลังเหลือเฟือที่พร้อมจะผจญไปในทุกหนแห่ง รวมไปถึงลำหักลำโค่นที่แข็งแกร่งแต่แฝงไว้ด้วยความนิ่มนวลในทุกสภาพเส้นทาง และความแม่นยำและความมีเสถียรภาพในทุกทางโค้งและทางลาดชัน

สภาพเส้นทางที่มีทั้งทางเรียบ และทางที่มีพื้นผิวขรุขระ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการควบคุมและการบังคับ แม้บางครั้งต้องใช้ความเร็วบ้าง ความนุ่มนวล และการยึดเกาะถนนที่ต้องบอกว่า ชวนประทับใจไม่น้อยทีเดียว

ครับและนี่คือ MG GS 1.5 เจ้าหนุ่มน้อยที่เรากำลังกล่าวถึงในความสามารถที่เกินตัว ในเรือนร่างของความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) พร้อมยกระดับคุณสมบัติให้มีทั้งความโดดเด่นในด้านดีไซน์ ที่ให้ความคมเข้มไปกับกรอบไฟหน้าฮาโลเจนพร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ รวมถึงไฟเดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ และไฟท้ายแบบ LED

ความหล่อความคมเข้มว่าไปแล้ว ทอดสายตาทั่วแผ่นดิน นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร แม้เรือนร่างจะดูสะโอดสะองไปบ้าง แต่เมื่อก้าวเดินเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของเจ้าหนุ่มน้อยแล้ว ต้องบอกว่ามีการออกแบบเน้นความทันสมัยด้วยเส้นสายที่เฉียบคม กว้างขวาง รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ ผ่านการตกแต่งด้วยวัสดุหนังสีดำเบาะนั่งดูสปอร์ตนั่งสบาย แม้ต้องเดินทางกันไกลๆ ก็ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยเฉพาะเมื่อต้องรองรับผู้โดยสารหุ่นไซส์ XL ถึงสี่คนด้วยแล้ว ก็ไม่ทำให้ดูคับแคบแต่ประการใด โดยเฉพาะห้องบรรทุกสัมภาระด้านหลัง สามารถจุของสัมภาระส่วนตัวของแต่ละท่านได้อย่างสบาย

การเดินทางไกลๆ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้การขับรถไม่เคร่งเครียดจนเกินไป เจ้าหนุ่มน้อยคันนี้มีมาให้พร้อมสรรพเหมือนกับรู้ใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบเอนเตอร์เทนเม้นท์ ที่มีหน้าจอมัลติฟังก์ชั่นขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงเพื่อความบันเทิงพร้อมลำโพงที่มีมาให้ถึง 8 ตัว อีกทั้งยังรองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อบลูทูธ USB และ AUX ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ลดอาการเมื่อยล้าด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ที่ใช้งานง่าย กระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงอัตโนม้ติ และกุญแจอัจฉริยะ ที่ใช้การสตาร์ทแบบ Push Start

ช่วงพักระหว่างทางจากด่านห้วยโกร๋นไปแขวงอุดมไชย ซึ่งเป็นจุดพักของนักเดินทางทั่วไป ทั้งรถยนต์โดยสารและรถส่วนตัว ที่มักจะแวะพักเพื่อรับประทานอาหาร รวมถึงการยืดเส้นยืดสาย ที่นี่มีอาหารปิ้งย่าง อย่างกระรอก เก้ง หมูป่า เม่น

หัวใจดวงน้อยเป็นแบบเบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น ให้พละกำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,700 – 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission แบบ 7 สปีด

อย่างที่กล่าวไว้ เจ้าหนุ่มน้อยคันนี้ มีของดีติดตัวมาที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบาย ในส่วนของพวงมาลัยนั้นแม้ต้องขับในเส้นทางลดเลี้ยวเคี้ยวคด การบังคับควบคุมเป็นไปอย่างง่ายดาย ด้วยระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า พร้อมกับ Paddle Shift ที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ด้วยปลายนิ้วที่ติดตั้งหลังพวงมาลัย

ลำน้ำโขง ที่สมัยก่อนต้องใช้แพขนานยนต์เพื่อบรรทุกรถยนต์ข้ามฟาก ปัจจุบันมีการก่อสร้างสะพานเป็นทีเรียบร้อย
จุดพักนักเดินทางที่มากับเรือโดยสาร หากล่องเรือขึ้นไปจะไปหลวงพระบาง สามเหลี่ยมทองคำ เชียงรุ้ง
ป้ายแผนที่ขนาดใหญ่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ สปป.ลาว แขวงอุดมไชย

ระหว่างทางจากด่านห้วยโกร๋นมายังแขวงอุดมไชย ถนนหนทางเริ่มจะแคบลงและทางเริ่มขรุขระในบางช่วง ถนนเป็นสองเลน วิ่งสวนกัน การเดินทางในรูปแบบคาราวาน บางครัังต้องการอัตราเร่ง เพื่อเร่งแซงรถที่วิ่งช้ากว่าข้างหน้า และเมื่อผ่านย่านชุมชนยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้่นเป็นพิเศษ ซึ่งเจ้าหนุ่มน้อยของเราก็สามารถรับภาระกิจได้เป็นอย่างดีไม่มีที่ติ

ในทางโค้งไม่ใช่ปัญหา เพราะการควบคุมที่ง่าย ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

ความหนึบแน่นของช่วงล่างที่คงไว้ซึ่งความนุ่มนวลยามต้องเจอกับทางขรุขระ ต้องยกความดีความชอบนี้ให้กับระบบช่วงล่างที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังที่เป็นแบบอิสระ มัลติลิงค์ หร้อมเหล็กกันโคลง

ป้ายยินดีต้อนรับขนาดใหญ่ ที่มีทั้งภาพแหล่งท่องเที่ยว และชนพื้นเมือง
เณรน้อยปั่นรถถีบ ระหว่่างทางที่คณะเราหยุดพักเพื่อชมตลาดข้างทาง
แวะพักริมทางกับตลาดข้างทาง
อาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แต่คณะของเรายังเดินทางไม่ถึงตัวเมืองอุดมไชย

หากถามหาตัวช่วย ในการขับขี่ที่ทำให้มั่นใจมากขึ้น เจ้าหนุ่มน้อยคันนี้มีดีที่โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) พร้อมถุงลม 4 จุด คู่หน้าและด้านข้าง และยังให้ความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM 13 ฟังก์ชั่น ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

  1. ABS – Anti-lock Braking System             ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน
  2. EBD – Electronic Brake Force Distribution System     ระบบช่วยกระจายแรงเบรก
  3. TCS – Traction Control System             ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
  4. CBC – Curve Brake Control             ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง
  5. SCS – Stability Control System             ระบบควบคุมการทรงตัว
  6. AVH – Auto Vehicle Hold                 ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง
  7. BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning         ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ
  8. OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo         ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม
  9. MSR – Motor Control Slide Retainer         ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน
  10. EBA – Electronic Brake Assist             ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์
  11. HAS – Hill-Start Assist System             ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน
  12. TPMS – Tire Pressure Monitor System         ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (เฉพาะรุ่น 2.0)
  13. EPB – Electronic Parking Brake              ระบบเบรกมือไฟฟ้า
ที่พักคืนแรกบนแผ่นดิน สปป.ลาว อยู่นอกเมืองอุดมไชย ประมาณ สิบกว่ากิโลเมตร อยู่ท่ามกลางป่าเขา และธารน้ำไหล

วันแรกที่เราเริ่มทำความรู้จักกับหนุ่มน้อยคันนี้ และค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยบนเส้นทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่น่าน ถนนช่วงแรกๆ เป็นไฮเวย์ที่สามารถทดลองในเรื่องของอัตราเร่ง และทำความรู้จักกับฟีเจอร์ต่างๆ ที่ MG GS คันนี้มีมาให้ และเมื่อเรื่มมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เส้นทางเริ่มที่จะมีทางสูงชัน ทางโค้ง และมีการทำถนนในบางช่วง

และแล้วก็ถึงเวลาของการเดินทางในรูปแบบคาราวานท่องเที่ยวกันอย่างจริงๆ จังๆ โดยมีจุดเริ่มต้นที่จังหวัดน่าน มุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนบ้านห้วยโกร๋น และทำพิธีการข้ามด่านทั้งสองประเทศ ผ่านขุนเขาลูกแล้วลูกเล่าผ่านเมืองปากแบง

ด่านชายแดนบ้านห้วยโกร๋น ซึ่งเมื่อข้ามพรมแดนไปแล้ว เราต้องเปลี่ยนเลนไปวิ่งทางขวาแทน

ถนนหนทางเริ่มแคบเป็นเส้นทางสวนกัน ในบางช่วงผ่านชุมชนและวิ่งเลาะเลียบขนานไปกับสายน้ำ จากน่านถึงแขวงอุดมไชย เป็นระยะทางโดยประมาณ 420 กิโลเมตร

สภาพทางก็อย่างที่เห็นในภาพ เส้นทางเล็กๆ ถนนไม่ได้ลาดยางเรียบกริบ บางคร้้งต้องระวังเด็กเล็กที่เล่นกันข้างถนน บางช่วงก็จะมีสัตว์เลี้ยง ทั้งสุนัข ไก่ สุกร และแพะ การใช้วิทยุสื่อสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีในการเดินทางแบบนี้

มื้อแรกบนแผ่นดิน สปป.ลาว ที่บ้านปากแบง ก็เลยเวลาเที่ยงไปเล็กน้อย ที่เข็มนาฬิกาเริ่มจะขยับไปที่เลข 3 เข้าไปทุกที แต่นั่นแหละครับวิถึของการเดินทางในรูปแบบของคาราวานที่ไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาได้ตรงตามที่คาดการณ์กันไว้ได้

ดวงตะวันเริ่มบ่ายคล้อยลงสู่ผืนดิน แต่การเดินทางทางของคณะเรายังไม่ถึงจุดหมาย เด็กนักเรียนเลิกเรียน เดินทางด้วยเท้ากันเป็นส่วนใหญ่ บางช่วงถนนเป็นฝุ่นซึ่งต้องลดความเร็วลง บางช่วงวิ่งสวนทางกับรถใหญ่บรรทุกสินค้า ที่ต้องบอกว่า พวกเค้าเหล่านั้นไม่มีการผ่อนคันเร่งกันเลยแม้แต่น้อย ด้วบความเคยชินที่วิ่งกันบนถนนเส้นนี้ทุกวี่วัน

ที่พักสร้างแบบง่ายๆ มีระเบียงให้นั่งเล่นด้านนอก หรือจะเดินลงมาเล่นน้ำที่ธารน้ำด้านล่าง

แน่นอนว่ากว่าเราจะมาถึงที่พักคืนแรกในสปป.ลาว ที่แขวงอุดมไชย ก็ใกล้เวลาสองทุ่มเข้าไปแล้ว ที่นี่อยู่ท่ามกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านดูเป็นธรรมชาติ

วันที่สองของการเดินทาง แขวงอุดมไชย – เดียนเบียนฟู ระยะทางโดยประมาณ 210 กิโลเมตร ระยะทางอาจดูว่าสั้น แต่วันนี้เป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาไปกับการทำเอกสารข้ามแดนจาก สปป.ลาว สู่เวียดนาม ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำเอกสารทั้ง 2 ฝั่ง

จากด่านเหลือระยะทางอีกแค่ 40 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงเดียนเบียนฟู และแน่นอนว่าเราต้องผ่านขุนเขาอีกหลายลูก แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ สภาพทางเป็นฝุ่นละเอียด รถบรรทุกยังมีวิ่งกันอย่างต่อเนื่อง และในบางช่วงยังมีการปิดถนนเพื่อทำการซ่อมทาง ทำให้เสียเวลาในการเดินทางไปเป็นชั่วโมง

เดียนเบียนฟูเป็นดินแดนประวัติศาสตร์สมัยสงครามอินโดจีน เมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคม และที่เมืองนี้นี่เองที่เป็นที่มั่นสุดท้ายของการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส ก่อนจะพ่ายแพ้สงครามให้กับเวียดนาม

วันที่สามของการเดินทางจากเดียนเบียนฟู-ไลเชา-ซาป้าระยะทาง 320 กิโลเมตร วันนี้เป็นการเดินทางที่ทรหดมากที่สุดของทริปนี้ แม้ว่าสภาพทางจะดีกว่าใน สปป.ลาว แต่สภาพทางยังคงเป็นเลนรถวิ่งสวนทางกัน ขับขึ้นเขาลูกแล้วลูกเล่า ผ่านเขื่อนชลประทาน ถนนที่ชื้นแฉะไปด้วยไอน้ำที่เกาะอยู่บนพื้นถนน แต่วิวสองข้างทางก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ไปกับความสวยงาม

เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม คือ ซาป้า กับการพิชิตยอดเขาฟานซีปัน ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดยาวมาจากมณฑลยูนนานประเทศจีน บนเทือกเขาหว่างเหลี่ยนเซิน นับเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน จนได้รับการกล่าวขานให้เป็นหลังคาอินโดจีน

นับเป็นประสบการณ์การเดินทางข้ามประเทศอีกหนึ่งทริป กับรถยนต์ที่หลายๆ คนกังวลว่าจะไปถึงหรือไม่ แต่หนุ่มน้อย MG GS 1.5 คันนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแม้แต่น้อย เค้าพร้อมที่จะตะลุยไปทุกเส้นทาง และพร้อมตอบสนองต่อการขับขี่และการเดินทางแบบไร้อุปสรรค ถือเป็นรถยนต์ที่คุ้มค่าต่อการใช้งานงานและการลงทุนไม่น้อยทีเดียว

Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Most Popular

To Top