รีวิวรถ

การฟื้นคืนชีพอีกครั้งของรถสปอร์ตในตำนาน Toyota Supra ที่มาครั้งนี้แบบไม่ธรรมดา มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น 3 เครื่องยนต์

เคยสร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักความเร็วแรงและความสวยงามดูสปอร์ตกันมาอย่างช้านาน จนเมื่อค่ายโตโยต้าตัดสินใจเลิกผลิตเจ้า Supra เมื่อหลายปีก่อนก็ทำเอาสาวกเจ้าสปอร์ตคันงามถึงกับร้องกันระงมกันเลยทีเดียว

แต่แล้วกระแสข่าวการร่วมมือเป็นพันธมิตรกันระหว่างค่ายโตโยต้าจากแดนอาทิตย์อุทัยจับมือกับพี่ใหญ่อย่างค่ายบีเอ็มดับเบิลยูจากแดนอินทรีเหล็ก ก็นำมาซึ่งความหวังและรอคอยกันของเหล่าสาวกทั้งหลาย โดยที่ค่ายใบพัดฟ้าขาวได้ทำการอวดโฉมเจ้า Z4 ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้พอจะคาดเดากันได้ว่า เจ้า Supra จะออกมาหน้าตาเป็นเช่นไร

อย่างไรก็ตามรูปโฉมเรือนกายที่ปรากฎต่อสายตาสาธารณชน ก็ยังไม่ทำให้เหล่าสาวกผิดหวัง ด้วยยังคงกลิ่่นอายความเป็น Supra ในรุ่นก่อนให้เห็นกันบ้าง กับส่วนฝากระโปรงหน้าที่ยาว พร้อมกับส่วนโค้งส่วนเว้าที่ดูมีมิติ ในขณะที่ส่วนท้ายได้รับการยกให้ดูสูงขึ้นแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม โดยให้ความรู้สึกถึงความเป็นสปอร์ตอยู่ในตัวกันเลยทีเดียว

มากันทั้งที ต้องมาไม่ให้เสียเที่ยว เปิดตัวกันในญี่ปุ่นถึง 3 รุ่น ประกอบไปด้วยรุ่น RZ , SZ-R และ SZ ทั้งสามรุ่นมาด้วยขนาดและมิติในส่วนของความกว้างความยาวรวมถึงระยะฐานล้อที่เท่ากัน โดยที่ความยาวของตัวรถ 4,380 มม. กว้าง 1,865 มม. กับระยะฐานของล้อ 2,470 มม.

แต่ในเรื่องของความสูงนั้น ในรุ่น RZ ซึ่งเป็นตัวท้อปของรุ่นนั้น มีพิกัดความสูงที่ 1,295 มม. สูงกว่ารุ่น SZ-R และ SZ อยู่ 5 มม. ที่ 1,290 มม. ในส่วนของน้ำหนักตัวนั้น RZ พกพาเรือนร่างที่กำยำแบกน้ำหนักไว้ที่ 1,520 กก. ซึ่งมากกว่ารุ่น SZ-R ถึง 70 กก.เลยทีเดียวที่ 1,450 กก. และมากกกว่ารุ่น SZ ถึง 110 กก.ที่ 1,410 กก.

ในส่วนของที่สัมผัสพื้นถนนก็แตกต่างกันออกไป โดยที่เจ้า RZ จะสวมรองเท้าคู่หน้า 255/35R19 และคู่หลัง 275/35R19 ส่วนเจ้า SZ-R ลดทอนความกว้างของวงล้อลงมาอยู่ที่คู่หน้า 255/45R18 และคู่หลัง 275/40R18 และเจ้าตัวเล็ก SZ ขนาดวงล้อลดลงมาอีกเป็น 225/50R17 และ 255/45R17

ลำหักลำโค่นในแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันออกไป การเลือกหัวใจให้สูบฉีดหลั่งอะดีลนาลีนในทุกครั้งที่กระทืบคันเร่งกันลงไปจนมิดก็แยกย่อยออกเป็น 3 ทางเลือก และแน่นอนว่า รุ่นท้อปพี่ใหญ่อย่าง RZ ที่แบกน้ำหนักตัวไว้มากกว่าเพื่อน ถูกเลือกให้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง ที่สามารถรีดเค้นม้าออกมาได้ถึง 340 ตัวในรอบที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที จากจุดหยุดนิ่งกระทืบคันเร่งกันแบบไม่เกรงใจลูกเมียไปแตะที่ 100 กม./ชม. สามารถทำได้ดีที่ตัวเลข 4.3 วินาที

ส่วนเจ้า SZ-R นั้นก็ใช่ย่อย แม้จะเป็นรองพี่ใหญ่อยู่บ้าง แต่สมรรถนะที่ให้มานั้นก็ล้นเหลือ พกพาหัวใจที่แข็งแกร่งด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร และสามารถรีดเค้นแรงม้าออกมาได้มากถึง 258 ตัวกันเลยทีเดียวในรอบเครื่องยนต์ที่ 5,000-6,500 รอบ/นาทีกันเลยทีเดียว ส่วนแรงบิดสูงสุดนั้นสามารถเรียกมาได้ถึง 400 นิวตัน-เมตร ที่1,550-4,400 รอบ/นาที อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปสู่ตัวเลข 100 กม./ชม. ก็ทำได้ดีที่ 5.2 วินาที

ส่วนเจ้าตัวเล็ก SZ ก็หาด้อยค่าเป็นวัยกระเตาะแต่อย่างใด พกพาจิตใจอันห้าวหาญด้วยกล่องดวงใจดวงเดียวกับ SZ-R เพียงแต่ความกร้าวแกร่งเป็นรองด้วยม้าที่หดหายไปเหลือแค่ 197 ตัวที่ทำได้ดีในรอบเครื่อง 4,500-6,500 รอบ/นาที กับแรงบิดสูงสุดที่ตัดทอนตามไปด้วยที่ 320 นิวตัน-เมตรที่ 1,450-4,200 รอบ/นาที แต่ก็ไม่เชื่องช้าจนก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดประการใด เพราะสามารถกระทืบคันเร่งจมมิดจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กม./ชม.ในเวลา 6.5 วินาที

ระบบส่งกำลังที่จะพาเจ้า Supra ทั้ง 3 รุ่นให้ขับเคลื่อนด้วยล้อหลังพุ่งทะยานไปข้างหน้านั้น เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ กับโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ทั้งแบบ INDIVIDUAL, Configure INDIVIDUAL และ Sport displays

ว่ากันถึงภายในห้องโดยสารนั้น ได้รับการออกแบบในเป็นแบบสปอร์ต โดยที่ในส่วนของคอนโซลได้รับการออกแบบให้โอบรอบผู้ขับขี่ เบาะนั่งสไตล์เรซซิ่งทรงสปอร์ต 2 ที่นั่ง มาตรวัดเป็นแบบดิจิตอล พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบโดยไม่ลืมที่จะใส่ระบบเชื่อมต่อกับโลกภายนอกไว้ให้

Supra สายเลือดบูชิโด พร้อมที่จะทะยานไปทั่วทุกมุมโลก และแน่นอนว่าในบ้านเรานั้น ไม่น่าที่จะพลาดสำหรับการนำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปว่า จะเป็นเกรย์มาร์เก็ต หรือ ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการอย่างโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย

Most Popular

To Top