Special Tips

“น้ำมันเครื่อง” สารกำหนดชะตาเครื่องยนต์

“น้ำมันเครื่อง” สารกำหนดชะตาเครื่องยนต์

อ่านเอาไว้ใช้ถูกหรือยัง ??? “ภาคเปิดซิง”

08

เรื่อง : NY-Pee Pee

          สวัสดีแฟนเพจ www.auto-variety.com  ผมนาย NY-Pee Pee มารับหน้าที่ทำคอลัมน์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถยนต์ทุกท่าน เป็นเรื่องราวใกล้ตัว เข้าใจง่าย แต่มีแง่คิดเชิงลึกแฝงอยู่ เรียบเรียงให้ทุกท่านอ่านแล้วเข้าใจ ผมไม่เน้นการใช้ศัพท์แสงยากๆ หรืออธิบายเทคนิคซับซ้อน เดี๋ยวจะเข้าใจยากและกลายเป็นไม่น่าอ่านไปซะงั้น ก็ขอเริ่มต้นกับเรื่องใกล้ตัวสุดๆ แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ว่าห้ามพลาด ข้อมูลน่าสนใจเพียบ…

อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวกันมาก สำหรับ “น้ำมันเครื่อง” ที่เปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกาย น้ำมันเครื่องก็คือ “สารหล่อลื่น” ที่คอยหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ ฉันใดก็ฉันเพล ถ้าไม่มีน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ก็คงจะพังเจ๊งกระบ๊งไปซะก่อนในเวลาเสี้ยวเพียงแค่สตาร์ทเครื่อง ตัวผมเองจึงเน้นในเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากว่ามันมีความสำคัญอย่าง “ยอดยิ่ง” คือ แค่น้ำมันเครื่องคนอาจจะคิดว่ามันเรื่องบ้านๆ ทั่วไปป่ะ แต่ลองคิดให้ลึกกว่านั้น ทำไมน้ำมันเครื่องถึงมีหลายแบบ หลายเกรด หลายเบอร์ แล้วสัญลักษณ์อักษรอะไรต่างๆ มันหมายถึงอะไร ซึ่งแต่ละตัวนั้นมีความหมายทั้งสิ้น งานนี้คนไม่รู้มีงง ซื้อไปใช้ผิดๆ แบบงงๆ ก็อาจจะเครื่องพังแบบงงๆ ได้นะ ซึ่งเราจะมาแถลงไขกันตั้งแต่ความหมาย และ การเลือกใช้ให้เหมาะกับรถของเรา โดยที่ไม่ต้อง “ฟังเขาว่า” หรือ “โดนเขาหลอกอีกแล้ว” นั่นเอง…

 

09

ถ้าเราเลือกน้ำมันเครื่องที่ไม่เหมาะสม หรือ ใช้น้ำมันเครื่องนานเกินไปจนเสื่อมสภาพแล้วยังจะทู่ซี้ใช้อีก เครื่องยนต์ที่เสียดสีกระแทกกันตลอดเวลาที่เราใช้งาน มันจะระทมกันเพียงไร

 

07

 

 

ไม่ได้มีดีแค่หล่อลื่นนะจ๊ะ

         โดยทั่วไปจะมีความคิดเห็นว่า น้ำมันเครื่องเป็นเพียงสารหล่อลื่นในเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันชิ้นส่วนเคลื่อนไหวกระทบกระแทกแดกดันกันจนพังไปเสียก่อน อันนั้นเข้าใจถูกครับ แต่มีอีกหลายสิ่งที่มันทำประโยชน์ให้เรา เช่น “ช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์” น้ำมันเครื่องก็คือของเหลว ที่จะนำพาความร้อนไหลเวียนและระบายความร้อนออกไปทาง “ออยล์คูลเลอร์” ซึ่งมันก็จะช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ออกไปราวๆ 20-30 % เว้นแต่เครื่องยนต์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ หรือ “แอร์คูล” ที่เราจะเห็นใน

“โฟล์คเต่า” น้ำมันเครื่องก็จะมีผลหลักในการระบายความร้อน เพราะมันไม่มีน้ำมาช่วยระบายความร้อน ของเหลวอย่างเดียว คือ น้ำมันเครื่อง ที่จะช่วยมันได้…

ในปัจจุบัน น้ำมันเครื่องมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งกึ่งสังเคราะห์ ทั้งสังเคราะห์ แล้วอะไรที่จะเหมาะสมล่ะ ??? แถมความหนืดก็เพียบ มีเบอร์นั้นเบอร์นี้เพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งมันก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ สมัยเก่า สมัยกลาง สมัยใหม่ อายุการใช้งาน อาจจะดูยุ่งยากสำหรับคนที่ “เน้นขับ ไม่เน้นจำ” แต่ผมเองก็จะพูดให้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างถ่องแท้ และนำไปเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมครับ…

 

10  ไล่ไปยุคบุกเบิกแรกเริ่ม SA ไปจนถึงปัจจุบันที่เป็น SN

 

 

พื้นเพน้ำมันเครื่องมาจากไหน

ในอดีต น้ำมันหล่อลื่นก็จะมีพื้นฐานมาจาก Based ไม่กี่อย่าง พูดแล้วจะขำ จริงๆ แล้วมันคือ น้ำมันดิบ (Crude Oil) ที่ขุดมาจากใต้พื้นโลก หลังจากนั้นนำไปสกัดเป็นน้ำมันแร่ธรรมชาติ ชื่อสุดหรูว่า Mineral Oilแต่ก็มีส่วนผสมที่เราคาดไม่ถึง อย่าง น้ำมันหมู (Lard) ผสมไปด้วย กลิ่นคงหอมหวลชวนหิวพิลึกน่า ตอนนั้นมันผสมอะไรก็ได้เพราะเครื่องสมัยโบราณมันหมุนด้วยรอบต่ำมาก กำลังน้อย แต่พอเครื่องยนต์เริ่มพัฒนาไปไกล น้ำมันก็จะต้องเติม “สารเพิ่มคุณภาพ” ไอ้ที่เขาชอบพูดทับศัพท์ว่า “แอดดิทีฟ” (Additive) นั่นเอง เพื่อทำให้น้ำมันเครื่องมีคุณภาพการหล่อลื่นให้สูงขึ้น ลดการสึกหรอ รักษาเครื่องยนต์ รวมถึงใส่สารอื่นๆ มากมาย เช่น ชะล้างเขม่าต่างๆ, สารป้องกันสนิมและการกัดกร่อน, สารป้องกันการเกิดฟองอากาศในระบบหล่อลื่น, สารที่ทำให้น้ำมันเครื่องมีความหนืดคงที่ บนการใช้งานในช่วงอุณหภูมิที่หลากหลาย ไม่ให้ความหนืดแกว่งไปมากนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเครื่องยนต์ และสารอะไรต่างๆ ชื่อเทพๆ ฟังยากๆ ซึ่งตอนนี้จะชอบใช้คำว่า “Ester” อ่านว่า เอสเตอร์ แปลว่า “อันดับหนึ่ง” หรือจะมีอื่นๆ ก็แล้วแต่ผู้ผลิตเขาจะฝอยว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้เรา “เคลิ้ม” และออฟมันมาใส่รถเรา…

 

 

เกรดเดี่ยว เกรดรวม อันไหนแจ๋วคร้าบบบ

           ก็คงได้ยินกันมามากนะครับ สำหรับ “เกรดน้ำมันเครื่อง” ไอ้นั่นไอ้นี่ พูดไปคนละทิศละทาง สุดท้ายก็วกมาเรื่องโฆษณา อ้างเกรดน้ำมันกันจัง ของกูดีกว่าของมึง อะไรก็ว่ากันไปตามการตลาด ซึ่งความจริงมันมีความหมายที่แตกต่างจากคำโฆษณาไม่มากก็โคตรมาก เล่าให้ฟังด้วยข้อมูลพื้นฐานจริง อย่ามา “ดราม่า” ในนี้ละกัน “เก๊าเบื่อ” นะตัวเอง โดยรวมจะแบ่งแยกน้ำมันเครื่องเป็น “เกรดเดี่ยว” และ “เกรดรวม” น้ำมันเกรดเดี่ยว คือ มีการบอกตัวเลข “ดัชนีความหนืด” เป็นเลขสองหลัก เช่น 50 ก็มีโดดๆ แค่นี้ พวกนี้จะมีข้อเสีย คือ มีช่วงการยืดหยุ่นตัวที่ไม่กว้างนัก ใช้งานดีเฉพาะช่วงอุณหภูมิหนึ่ง ปัจจุบันจึงไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว แต่ก็ยังพอมีขายนะทำเป็นเล่น…

อีกอันหนึ่งที่ฮิตกัน คือ “น้ำมันเครื่องเกรดรวม” หรือ Multi-Grade Oil เราจะเห็นมันได้ในปัจจุบัน ดูยังไงน่ะหรือว่ามันเป็นเกรดรวม ก็จะมีบอกเป็น “สองค่า” เช่น 10W-40 นั่นเอง ตัว W นี่ก็เข้าใจผิดกันอยู่มาก ตัวนี้จะหมายถึง Winter ซึ่งจะมีความหมายในขณะที่ “อุณหภูมิต่ำว่า 0 องศาเซลเซียส” น้ำมันเครื่องจะคงความใส ไม่หนืดเหนียวตามอุณหภูมิที่ต่ำ ซึ่งถ้ามันหนืดไปเวลาใช้ในภูมิภาคที่หนาวจัด จะเกิดปัญหาเรื่องสตาร์ทเครื่องยนต์ยาก หรือ สตาร์ทแทบไม่หมุนเลยก็ว่าได้ ดังนั้น เขาถึงทำน้ำมันเครื่องเกรดรวมออกมานี่ไง พูดง่ายๆ คือ เป็นน้ำมันเครื่องที่มี 2 บุคลิก เย็นจัดก็ใส ร้อนขึ้นก็หนืดขึ้น ทำให้ช่วงการทำงาน หรือ Range กว้างขึ้น ยิ่งตัวเลขหน้า W น้อย ก็ยิ่งคงความใสในอุณหภูมิต่ำมากลงไปอีก ซึ่งบ้านเราตรงนี้คงไม่ได้มีผลอะไรมากเพราะแม่มร้อนขนาดนี้ แต่รู้ไว้บ้างก็ดีครับ…

 

 

 

03

สัญลักษณ์สากลที่จะต้องดูให้เป็น

 

เบอร์ !!! เลือกไม่ดี ชีวิต (เครื่อง) ไม่สุข !!!

           จากคำถามยอดฮิตของเหล่าผู้ใช้รถ ก็คือ ใช้น้ำมันเครื่องเบอร์อะไรดี ??? ตามความเชื่อก็จะว่าเบอร์นั้นดิ หนืดดี แรงดันเยอะ เครื่องจะได้ไม่พัง ส่วนใหญ่สายเชียร์แขกก็จะต้องพูดประมาณนี้แหละ แต่จริงๆ มันมีความหมายมากกว่านั้นครับ แต่ว่า ถ้าเราไม่รู้จัก “เบอร์” เราก็จะไม่รู้ว่า “เธอ” เป็นอย่างไร ถูกไหมครับ…

เบอร์น้ำมันเครื่อง จะบ่งบอก “ดัชนีค่าความหนืด” หรือ Viscosity Indexที่ไม่ได้กำหนดขึ้นมามั่วๆ เพราะจะต้องกำกับโดยมาตรฐาน API หรือ American Petroleum Institute หรือ SAE หรือ Society of Automotive Engineer สำหรับการกำหนดค่าความหนืด จะนำน้ำมันเครื่องมาทดสอบความหนืด ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ให้ไหลผ่านรูที่กำหนดตามมาตรฐาน ว่าใน 1 นาที ไหลออกมาปริมาณเท่าไร จริงๆ มันมีวัดหลายขั้นตอนครับ แต่ดูยุ่งยากไปซึ่งผมกลัวว่าจะอ่านแล้วงง ขอละไว้ประมาณนี้ก่อน เพราะหน้าที่นี้มันเป็นของผู้ผลิตและหน่วยงานที่รับผิดชอบ พวกเรามีหน้าที่ “รู้และเลือก” แค่นั้นพอครับ…

 

 02

ความหนืดของน้ำมันเครื่อง ก็จะมีผลตามระยะห่างของชิ้นส่วนเคลื่อนไหวภายในทั้งหมด หรือ Clearance

 

ยิ่งหนืดยิ่งดีเหรอ อ่านให้ดีงานนี้คดีพลิก

สำหรับค่าความหนืด จำหลักง่ายๆ ครับ “ยิ่งตัวเลขเยอะ ยิ่งมีความหนืดสูง” ตรงนี้หลายคนโดยเฉพาะสายแต่งซิ่ง จะคิดว่ายิ่งหนืดมาก ยิ่งรักษาเครื่อง ทำให้ลื่นและเครื่องไม่พัง ถามว่าจริงมั้ย มันจริง แต่ไม่จริงทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับ “เครื่องยนต์” เป็นหลัก สมัยนี้น้ำมันเครื่องใสมาก เบอร์ 20 หรือ 30 ก็ใช้กันเป็นปกติ เนื่องจากเครื่องสมัยใหม่มี “ระยะความห่างของชิ้นส่วนน้อย” ซึ่งอาศัยเทคนิคทางด้านโลหะที่พัฒนาขึ้น น้ำมันเครื่องจึงไม่ต้องหนืดมากเหมือนเครื่องรุ่นเก่า ที่ผ่านการใช้งานมานานจน “เริ่มหลวม” จนใกล้จะต้องทำ

รีแพร์ เอ้ย โอเวอร์ฮอลใหม่ เลยต้องใช้น้ำมันหนืดๆ หน่อย เพื่อ “ซีล” ไม่ให้ชิ้นส่วนด้านในหมุนหรือตบกระทบกัน ซึ่งชิ้นส่วนเคลื่อนไหวด้านในมันจะ “ลอยตัว” นะครับ ถ้าโดนกันก็คือ “พัง” นั่นเอง…

การใช้น้ำมันเครื่อง “หนืดเกินความจำเป็น” นั้น มีผลเสียมากกว่าผลดีครับ ประการแรก “ยิ่งทำให้น้ำมันเครื่องไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนที่มีระยะห่างน้อยๆ ยากขึ้น” อันนี้อาจจะทำให้เครื่องยิ่งสึกหรอง่ายขึ้น ประการที่สอง “เปลืองแรงเครื่องยนต์” ที่จะต้องปั๊มน้ำมันหนืดมากๆ ขับรู้สึกเลยครับ เอาเป็นว่า การใช้น้ำมันเครื่องหนืดขึ้นนั้น ถ้าเป็นเครื่องโมดิฟาย มีการปรับระยะห่างชิ้นส่วนภายในให้ห่างมากขึ้น อันนั้นสมควรใช้หนืดขึ้นครับ แต่ถ้าเครื่องเดิมๆ อายุการใช้งานไม่มาก ใช้ตามผู้ผลิตกำหนดไว้เหอะครับ เขาเป็นคนสร้างเครื่อง คงไม่ใจร้ายหลอกให้พังละมั้งนะ…

 

เกรดอีกอย่างที่ควรรู้

           อันนี้จะบอก “คุณภาพของน้ำมันเครื่อง” ของจริง อย่างเช่น API-SN ไอ้ตัว SN เป็นตัวบอกเกรด และบอกมาตรฐานที่อัพเดตล่าสุดตั้งแต่ปี 2011 ขึ้นมา ถ้าเลือกได้ก็ SN ซึ่งเป็นเกรดล่าสุด แต่ถ้าไม่ซีเรียส ก็ลองดูเกรดก่อนหน้านี้ พวก SMก็พอใช้ได้ครับ…

                     

                                                             06                                                                               04

              น้ำมันแบบ Mineral Oil ที่ก็ยังมีใช้กันอยู่ พวกรถเก่าสไตล์ Retro หรือ Classic บางรุ่นที่เก่ามากๆ          น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100 % จะต้องบอกเลยว่าเป็น FULLY SYNTHETIC

 

กึ่งสังเคราะห์ หรือ สังเคราะห์แท้ ระวังโดนแหกตา

           อันนี้ต้อง “ดูให้ดีครับ” น้ำมันที่ผลิตด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือ Mineral Oil อย่างที่บอกไป ข้อเสียของมัน คือ ไม่สามารถทนความร้อนที่สูงมากๆ ได้ เลยต้องผลิตน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ขึ้นมา หรือ Fully Synthetic Oilซึ่งเป็นสารจำพวก “โพลิเมอร์” แล้วก็เติมสารสังเคราะห์เติมแต่งอะไรต่างๆ เข้าไป เพื่อให้ทนความร้อนที่สูงขึ้นมากได้ ทำให้ความหนืดเสถียร ตอนนี้นิยมกันมาก ผลิตมาเยอะราคาก็ถูกลง มีหลากหลาย ส่วนอีกอันที่ทำให้ “เขว” ได้ ก็คือ “น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์” หรือ Semi Synthetic Oil ที่คุณสมบัติสู้สังเคราะห์แท้ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าแบบธรรมดา พวกนี้จะชอบ “สับขาหลอก” ด้วยคำที่ค่อนข้างกำกวม คือ ไม่ใช้ Semi Synthetic แต่ใช้คำว่า Synthetic Quality มั่งละ หรือ Synthetic Blend, Part Synthetic มั่งละ ถ้าเป็นสังเคราะห์แท้ จะต้อง Fully Synthetic สถานเดียวครับ…

 

บทสรุป ใช้อะไรก็ได้ให้เหมาะสม

น้ำมันเครื่องแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติต่างกันไป ไม่มีอะไรดีที่สุด หรือ แย่ที่สุด อยู่ที่ “เหมาะสมหรือไม่” ถ้ารถบ้านๆ ใช้งานทั่วไป ก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้แบบสังเคราะห์แพงเวอร์อะไรนัก แต่ถ้ารถมีการโมดิฟายเพิ่มแรงม้าเยอะ จะขี้เหนียวใช้น้ำมันเครื่องเกรดไม่ถึงก็ “พังลูกเดียว” แต่สิ่งที่สำคัญ คือ “เปลี่ยนถ่ายในระยะที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา” เพราะบางทีที่กำหนดมาเป็น “ค่ากลาง” ใช้งานทั่วไป ถ้าเราใช้งานหนักกว่าปกติ เช่น วิ่งเยอะ บรรทุกเยอะ ขับขึ้นเขาชันประจำ ก็ต้องเปลี่ยนให้เร็วขึ้นกว่าปกติและใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นชาติไม่ยอมถ่ายจนเครื่องพังไปเอง สรุป “เลือกให้เป็น เปลี่ยนถ่ายให้เหมาะสมกับระยะเวลาและระยะทาง” และ “หมั่นตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ” อย่าให้ขาดตกบกพร่อง แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว เครื่องยนต์ก็จะอยู่กับท่านไปนานๆ ครับ…

อย่าลืม มาติดตามกันต่อในภาคสอง รับรองความสะใจในเนื้อหาเหมือนเดิม !!!

 

Mr. NY-Pee Pee

ภาพประกอบจาก : GOOGLE

 

 

 

 

Most Popular

To Top